โรคเบาหวานชนิดที่ 1 2 3 คืออะไร ? การแยกแยะโรคและวิธีการรักษาที่ถูกต้อง

เบาหวานเป็นหนึ่งในโรคที่พบได้บ่อยและเป็นอันตรายมาก โรคเบาหวานแบ่งเป็น 3 ประเภทหลัก ได้แก่ เบาหวานชนิดที่ 1 เบาหวานชนิดที่ 2 และเบาหวานชนิดที่ 3 

งั้นโรคบาหวานชนิดที่ 1 2 3 คืออะไร? บทความนี้เราจะมาทำความรู้จักเกี่ยวกับโรคเบาหวานแต่ละชนิด พร้อมสาเหตุ อาการ และการรักษาที่เหมาะสม

เบาหวานเป็นหนึ่งในโรคที่พบได้บ่อยและเป็นอันตรายซึ่งจำเป็นต้องตรวจพบและรักษาอย่างเหมาะสม (ภาพ: internet)
เบาหวานเป็นหนึ่งในโรคที่พบได้บ่อยและเป็นอันตรายซึ่งจำเป็นต้องตรวจพบและรักษาอย่างเหมาะสม (ภาพ: internet)

เปรียบเทียบโรคเบาหวานชนิดที่ 1, 2 และ 3

ลักษณะเฉพาะ เบาหวานชนิดที่ 1 เบาหวานชนิดที่ 2 เบาหวานชนิดที่ 3
สาเหตุ  เบาวานชนิดที่ 1 มักเกิดจากปัจจัยทางพันธุกรรมและผลกระทบของระบบภูมิคุ้มกัน ยีนมีบทบาทสำคัญในการพิจารณาความเสี่ยงของโรค แต่สิ่งแวดล้อมก็มีอิทธิพลอย่างมากเช่นกัน ระบบภูมิคุ้มกันจะโจมตีเซลล์เบตาในตับอ่อน ซึ่งจะไปลดหรือขัดขวางการผลิตอินซูลิน  โรคเบาหวานชนิดที่ 2 มักเกิดขึ้นเนื่องจากสภาพแวดล้อมและวิถีชีวิต โรคอ้วน การขาดการออกกำลังกาย และการรับประทานอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพถือเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดโรคนี้ โรคเบาหวานชนิดที่ 3 มักเกิดจากผลกระทบของฮอร์โมนการตั้งครรภ์ โดยเฉพาะเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรน ความผันผวนในร่างกายของหญิงตั้งครรภ์อาจส่งผลต่อวิธีที่ร่างกายเผาผลาญกลูโคส ทำให้เกิดน้ำตาลในเลือดสูง
อายุที่
ป่วยเป็นโรค 
ผู้ป่วยโรคเบาหวานประมาณ 5 – 10% มีประเภทที่ 1 อาการของโรคมักเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและมักตรวจพบในเด็ก วัยรุ่น และผู้ใหญ่วัยหนุ่มสาว ผู้ป่วยโรคเบาหวานประมาณ 90 – 95% เป็นโรคเบาหวานประเภท 2 โดยจะค่อยๆ พัฒนาเมื่อเวลาผ่านไปและมักได้รับการวินิจฉัยในผู้ใหญ่ แม้ว่าเด็ก วัยรุ่น และผู้ใหญ่วัยหนุ่มสาวจะได้รับผลกระทบเพิ่มมากขึ้นก็ตาม โรคนี้ ตรวจพบในระหว่างตั้งครรภ์หรือหลังคลอด มักเกิดจากผลของฮอร์โมนการตั้งครรภ์
อาการป่วย
  • รู้สึกหิวบ่อย
  • ปัสสาวะบ่อย ปัสสาวะบ่อยตอนกลางคืน 
  • อ่อนเพลีย เหนื่อยล้า 
  • น้ำหนักลดผิดปกติ
  • กระหายน้ำ หิวน้ำบ่อย
  • ตาพร่ามัว สูญเสียการมองเห็น
  • แผนหายช้า
อาการของแต่ละชนิด  อาการจะปรากฏอย่างรวดเร็วและชัดเจน ได้แก่ :

  • รู้สึกหิวบ่อย
  • หิวน้ำบ่อย
  • ปัสสาวะบ่อย
  • น้ำหนักลดผิดปกติ
  • มองเห็นภาพไม่ชัด
อาการของโรคเบาหวานชนิดที่ 2 มักปรากฏช้าๆ และไม่ชัดเจนเท่ากับเบาหวานชนิดที่ 1 ดังนั้น ผู้ป่วยจึงมักสังเกตเห็นเฉพาะเมื่อสัญญาณชัดเจนหรือเมื่อมีการตรวจสุขภาพเป็นประจำหรือเมื่อมีโรคแทรกซ้อนบางอย่าง เช่น:

  • ปากแห้ง และคันตามผิวหนัง
  • เหนื่อยล้า ชาที่เท้าที่มือ 
  • ผิวหนังบริเวณรอยพับร่างกายเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเข้ม(Acanthosis nigricans)
  • น้ำหนักเกิน โรคอ้วน 
  • มีคนในครอบครัวเป็นโรคเบาหวานชนิดที่  2
  • ภาวะถุงน้ำรังไข่หลายใบ
โรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์มักจะไม่มีสัญญาณที่ชัดเจน ในระหว่างตั้งครรภ์ แพทย์มักจะตรวจสอบคุณขณะตั้งครรภ์ระหว่างสัปดาห์ที่ 24 ถึง 28 หากจำเป็น คุณสามารถปรับเปลี่ยนเพื่อปกป้องสุขภาพของคุณและสุขภาพของลูกน้อยได้
ระดับ C-peptide (เพื่อประเมินการผลิตอินซูลิน) ต่ำ/ วัดไม่ได้  ปกติหรือเพิ่มขึ้น  ระดับC-peptide ไม่คงที่ ขึ้นอยู่กับวิธีที่ร่างกายตอบสนองต่อฮอร์โมนการตั้งครรภ์และวิธีที่ร่างกายเผาผลาญกลูโคส
วิธีการรักษา  ใช้อินซูลินไปตลอดชีวิตเพราะร่างกายไม่สามารถผลิตอินซูลินได้เองแล้ว เปลี่ยนการใช้ยาเพิ่มโภชนาการและออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอเพื่อรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้คงที่และควบคุมโรคเบาหวานให้อยู่หมัด ควบคุมระดับน้ำตาลขณะตั้งครรภ์: จำกัดแป้ง แบ่งมื้ออาหารเสริมใยอาหารและไขมันต่ำ และทำตามคำแนะนำและใบสั่งยาของแพทย์
วิธีป้องกันโรค โรคเบาหวานชนิดที่ 1 มักไม่สามารถป้องกันได้อย่างสมบูรณ์เนื่องจากปัจจัยทางพันธุกรรมและระบบภูมิคุ้มกัน อย่างไรก็ตาม มีมาตรการบางอย่างที่สามารถช่วยจำกัดความเสี่ยงของโรคและควบคุมสภาวะได้ เช่น การรับประทานอาหารที่เหมาะสม การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และการติดตามสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ โรคเบาหวานชนิดที่ 2 มักจะมีความเกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตและสิ่งแวดล้อม การเปลี่ยนนิสัยในแต่ละวันสามารถช่วยจำกัดความเสี่ยงของโรคและควบคุมสภาวะได้: อย่าลืมคำนึงถึงแคลอรี่และน้ำหนัก ออกกำลังกายทุกวัน โรคเบาหวานชนิดที่ 3 มักตรวจพบในระหว่างตั้งครรภ์ การจำกัดและป้องกันโรคจึงเป็นสิ่งสำคัญมากในการปกป้องทั้งแม่และทารกในครรภ์ ได้แก่ การรับประทานอาหารที่เหมาะสม การออกกำลังกายระดับเบาๆ และการติดตามสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ
คุณควรทำความรู้จักเกี่ยวกับอาการเบาหวานเพื่อตรวจพบและรับการรักษาอย่างทันท่วงทีเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตราย (ภาพ: internet)
คุณควรทำความรู้จักเกี่ยวกับอาการเบาหวานเพื่อตรวจพบและรับการรักษาอย่างทันท่วงทีเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตราย (ภาพ: internet)

เบาหวานชนิดที่ 1 ที่ 2 และชนิดที่ 3 โรคไหนอันตรายกว่า

นอกจากการแยกประเภทของโรคเบาหวานแล้ว ยังมีคำถาม “เบาหวานชนิดที่ 1 ที่ 2 และชนิดที่ 3 โรคไหนอันตรายกว่า?” ยังเป็นประเด็นหนึ่งที่ผู้ป่วยหลายท่านกังวล โรคเบาหวานชนิดที่ 1 มักถือว่ารุนแรงกว่าชนิดที่ 2 และชนิดที่ 3 เนื่องจากเกี่ยวข้องกับปัญหาภูมิต้านตนเองและไม่มีวิธีรักษา โรคเบาหวานชนิดที่ 3 (เบาหวานขณะตั้งครรภ์) เป็นโรคเบาหวานประเภทหนึ่งที่พบในขณะตั้งครรภ์ซึ่งอาจหายไปหลังคลอด อย่างไรก็ตาม ผู้หญิงที่เป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์มีความเสี่ยงสูงที่จะเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 

ตามข้อมูลจากสหราชอาณาจักรคาดการณ์ว่า ในปี 2553 อายุของผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 จะลดลงถึง 10 ปี ใขณะที่ผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 1 อาจจะลดลงถึง 20 ปี 

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าอาการจะรุนแรงหรือไม่รุนแรง การควบคุมโรคเบาหวานก็มีความสำคัญมาก หากคุณสามารถควบคุมโรคได้ดี ความเสี่ยงในการลดอายุขัยก็จะลดลง

ควรติดตามสุขภาพอย่างสม่ำเสมอและรับประทานอาหารที่เหมาะสมเพื่อควบคุมโรคเบาหวานได้อย่างมีประสิทธิภาพ (ภาพ: internet)
ควรติดตามสุขภาพอย่างสม่ำเสมอและรับประทานอาหารที่เหมาะสมเพื่อควบคุมโรคเบาหวานได้อย่างมีประสิทธิภาพ (ภาพ: internet)

วิธีการรักษาที่ถูกต้องสำหรับโรคเบาหวานแต่ละชนิด

วิธีรักษาอย่างมีประสิทธิภาพสำหรับโรคเบาหวานแต่ละชนิด:

การรักษาโรคเบาหวานชนิดที่ 2

ทางออกที่สมบูรณ์สำหรับโรคเบาหวานชนิดที่ 1 ต้องใช้การรับประทานอาหาร การออกกำลังกาย และการใช้อินซูลินร่วมกัน ได้แก่:

  • การรับประทานอาหาร: เน้นเลือกอาหารที่มีน้ำตาลต่ำ (GI) เพื่อให้ระดับน้ำตาลไม่เพิ่มขึ้นอย่างกระทันหัน จำกัดการบริโภคอาหารแปรรูปที่มีไขมันอิ่มตัวสูงและเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูง
  • การออกกำลังกาย: การออกกำลังกายมีบทบาทสำคัญในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ผู้ป่วยควรออกกำลังกายอย่างน้อยวันละ 30 นาที หรือ 150 นาทีต่อสัปดาห์ โดยระดับความเข้มข้นในการออกกำลังกายจะค่อยๆเพิ่มขึ้นจากระดับพื้นฐานไปจนถึงขั้นสูง 
  • การใช้อินซูลิน: ผู้ป่วยจำเป็นต้องฉีดอินซูลินเพื่อรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้คงที่ ผู้ป่วยต้องปฏิบัติตามปริมาณอินซูลินตามคำแนะนำของแพทย์ ร่วมกับการตรวจระดับน้ำตาลในเลือดเป็นประจำเพื่อปรับเปลี่ยนอย่างเหมาะสม

การรักษาโรคเบาหวานชนิดที่ 2

ในการรักษาโรคเบาหวานชนิดที่ 2 จำเป็นต้องปฏิบัติตามหลักโภชนาการและตารางการออกกำลังกายเช่นเดียวกับการรักษาโรคเบาหวานชนิดที่ 1 อย่างไรก็ตาม หากโรคไม่รุนแรงขึ้นสามารถใช้ยาแผนปัจจุบันเพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ อย่างเช่น:

  • ยากระตุ้นตับอ่อนให้ผลิตอินซูลิน (sulphonylurea)
  • ยารักษาภาวะดื้อต่ออินซูลิน (Metformin)
  • ยายับยั้ง enzyme alpha glucosidase (Acarbose, Miglitol)
  • ยายับยั้ง SGLT2 (Canagliflozin, Dapagliflozin, Empagliflozin, Ertugliflozin)
  • ยา GLP-1 (Liraglutide, Dulaglutide, Exenatide, Lixisenatide)

การรักษาโรคเบาหวานชนิดที่ 3

การรักษาโรคเบาหวานชนิดที่ 3 เน้นไปที่การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดของทั้งมารดาและทารกในครรภ์เพื่อลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อน การปฏิบัติตามแผนการรักษาอย่างเคร่งครัดของแพทย์และผู้เชี่ยวชาญเป็นสิ่งสำคัญในการดูแลสุขภาพและความปลอดภัยของทั้งมารดาและทารกในครรภ์:

  • ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด: สตรีมีครรภ์ควรติดตามระดับน้ำตาลในเลือดอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้แน่ใจว่าไม่เกินระดับที่ปลอดภัยสำหรับมารดาและทารกในครรภ์
  • รับประทานอาหารเพื่อสุขภาพ: รับประทานอาหารที่มีเส้นใยสูง โปรตีนสูง และน้ำตาลต่ำเพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด
  • ออกกำลังกายเบาๆ : ทำกิจกรรมออกแรงเบาๆ เช่น การเดิน ว่ายน้ำ หรือโยคะ ภายใต้คำแนะนำของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ตรวจสอบให้แน่ใจว่าได้ทำกิจกรรมทางกายภายใต้การดูแลของแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์เพื่อความปลอดภัยของทั้งมารดาและทารกในครรภ์
  • การรักษาด้วยยา: ผู้ป่วยโรคเบาหวานประเภท 3 มักจะได้รับการรักษาด้วยยา ผู้ที่เป็นโรคนี้มักจะได้รับการฉีดอินซูลินหรือใช้ยา Rosiglitazone ที่ไวต่ออินซูลิน เป้าหมายของการใช้ยานี้คือเพื่อปกป้องเซลล์สมอง ป้องกันหรือชะลอการสูญเสียความทรงจำ และรักษาเสถียรภาพของระบบประสาท
  • การสนับสนุนด้านจิตวิทยา: ส่วนสำคัญของการรักษาคือการสนับสนุนด้านจิตใจสำหรับหญิงตั้งครรภ์เพื่อลดความเครียดและความวิตกกังวล และอำนวยความสะดวกในกระบวนการตั้งครรภ์

นอกเหนือจากมาตรการข้างต้นแล้ว ผู้ป่วยควรใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อช่วยลดเบาหวานชนิดที่1

Dcare เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบที่ไม่เป็นอันตรายซึ่งช่วยลดเบาหวานได้ดีและได้รับการแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ:

  • เม็ดฟู่  Dcare: ส่วนประกอบจากสมุนไพรที่อ่อนโยน เช่น สารสกัดจากบอระเพ็ด ผักเชียงดา ต้นอินทนิน เห็ดถั่งเช่า วิตามินบี 1… ผลิตภัณฑ์นี้ช่วยลดน้ำตาลในเลือดและไขมันในเลือด นอกจากนี้ เม็ดฟู่ยังประกอบด้วยกรดอะมิโน วิตามิน (A, C, B12, E, K,…) ถึง 17 ชนิดและแร่ธาตุ (Mn, Al, K, Na, Mg,…) ให้สารอาหารแก่ร่างกายช่วยให้ร่างกายมีสุขภาพแข็งแรงและควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ขณะเดียวกันผลิตภัณฑ์ยังช่วยป้องกันภาวะแทรกซ้อนของโรคเบาหวานและลดผลข้างเคียงของยาแผนปัจจุบันอีกด้วย
  • แคปซูล Dcare: ส่วนประกอบจากสมุนไพรที่อ่อนโยน ได้แก่: สารสกัดจากต้นอินทนิน มะระขี้นก ผักเชียงดา เทียวฮวยฮุ้ง เจี่ยวกุหลาน ไป๋จู๋ วิตามินซีและอี ส่วนประกอบเหล่านี้ปลอดภัยและช่วยลดเบาหวานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มะระขี้นกสามารถช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด ปรับปรุงการย่อยอาหาร ล้างสารพิษ คลายร้อน และจำกัดภาวะแทรกซ้อนของโรคหัวใจและหลอดเลือดและความดันโลหิต วิตามินซีและอียังมีบทบาทสำคัญในการปรับปรุงผิวหลังเกิดภาวะแทรกซ้อน ขณะเดียวกันก็เพิ่มพลังงานให้กับผู้ป่วยด้วย 
ผู้ป่วยต้องฉีดอินซูลินตามคำแนะนำของแพทย์เพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้คงที่ (ภาพ: internet)
ผู้ป่วยต้องฉีดอินซูลินตามคำแนะนำของแพทย์เพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้คงที่ (ภาพ: internet)

สรุป

ในบทความนี้เราได้ทำความเข้าใจเกี่ยวกับโรคเบาหวานชนิดที่ 1 2 3 คืออะไร และทราบอาการ สาเหตุ และการรักษาที่เหมาะสมแล้ว การรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพ การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และการใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสามารถช่วยควบคุมโรคเบาหวานได้ อย่าลืมติดตามไปพบแพทย์เพื่อขอคำแนะนำและปรับวิธีการรักษาให้เหมาะสมที่สุด

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

โปรโมชั่น ทดลองใช้ ปรึกษา